วันพฤหัสบดีที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2551

แป้นพิมพ์ลัด (ShortCut) ใน Windows XP

แป้นพิมพ์ลัด (ShortCut) ใน Windows XP เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน Windows ง่ายๆ ด้วยการจดจำ และเรียนรู้การใช้งาน Keyboard ผสมผสานกับการใช้งานเม้าส์ รับรองคุณจะทำงานได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น
BACKSPACE (ดูโฟลเดอร์ย้อนขึ้นหนึ่งระดับใน My Computer หรือ Windows Explorer)
ESC (ยกเลิกงานปัจจุบัน)
CTRL+C (คัดลอก)
CTRL+X (ตัด)
CTRL+V (วาง)
CTRL+Z (ยกเลิก)
DELETE (ลบ)
SHIFT+DELETE (ลบรายการที่เลือกอย่างถาวรโดยไม่เก็บไว้ใน Recycle Bin)
กดปุ่ม CTRL ขณะที่ลากรายการ (คัดลอกรายการที่เลือก)
กดปุ่ม CTRL+SHIFT ขณะที่ลากรายการ (สร้างทางลัดไปยังรายการที่เลือก)
ปุ่ม F2 (เปลี่ยนชื่อรายการที่เลือก)
CTRL+ ลูกศรขวา (ย้ายเคอร์เซอร์ไปยังจุดเริ่มต้นของคำถัดไป)
CTRL+ ลูกศรซ้าย (ย้ายเคอร์เซอร์ไปยังจุดเริ่มต้นของคำก่อนหน้า)
CTRL+ ลูกศรลง (ย้ายเคอร์เซอร์ไปยังจุดเริ่มต้นของย่อหน้าถัดไป)
CTRL+ ลูกศรขึ้น (ย้ายเคอร์เซอร์ไปยังจุดเริ่มต้นของย่อหน้าก่อนหน้าไป)
CTRL+SHIFT พร้อมกับปุ่มลูกศรใดๆ (ไฮไลต์บล็อกข้อความ)
CTRL+A (เลือกทั้งหมด)
ปุ่ม F3 (ค้นหาไฟล์หรือโฟลเดอร์)
ALT+ENTER (ดูคุณสมบัติต่างๆ ของรายการที่เลือก)
ALT+F4 (ปิดรายการที่ใช้งานอยู่ หรือปิดโปรแกรมที่ใช้งาน)
ALT+ENTER (แสดงคุณสมบัติของออบเจกต์ที่เลือก)
ALT+SPACEBAR (เปิดเมนูทางลัดสำหรับหน้าต่างที่ทำงานอยู่)
CTRL+F4 (ปิดเอกสารที่ใช้งานอยู่)
ALT+TAB (สลับระหว่างรายการต่างๆ ที่เปิดอยู่)
ALT+ESC (สลับไปยังรายการต่างๆ ตามลำดับที่เปิด)
ปุ่ม F6 (สลับไปตามรายการอิลิเมนต์บนหน้าจอในหน้าต่างหรือบนเดสก์ทอป)
ปุ่ม F4 (แสดงรายการแอดเดรสบาร์ใน My Computer หรือ Windows Explorer)
SHIFT+F10 (แสดงเมนูทางลัดสำหรับรายการที่เลือก)
ALT+SPACEBAR (เปิดเมนูระบบสำหรับหน้าต่างที่ทำงานอยู่)
CTRL+ESC (แสดงเมนู Start)
ALT+อักษรขีดเส้นใต้ในชื่อเมนู (แสดงเมนูนั้นๆ)
อักษรที่ขีดเส้นใต้ในชื่อคำสั่งบนเมนูที่เปิด (ทำงานตามคำสั่งนั้นๆ)
ปุ่ม F10 (เปิดแถบเมนูในโปรแกรมที่กำลังใช้งาน)
ลูกศรขวา (เปิดเมนูถัดไปทางขวา หรือเปิดเมนูย่อย)
ลูกศรซ้าย (เปิดเมนูถัดไปทางซ้าย หรือปิดเมนูย่อย)
ปุ่ม F5 (อัปเดทหน้าต่าง)
กดปุ่ม SHIFT ขณะที่ใส่แผ่นซีดีรอมลงในไดรฟ์ซีดีรอม (ยกเลิกการเล่นซีดีรอมอัตโนมัติ)
CTRL+SHIFT+ESC (เปิด Task Manager)


วันอาทิตย์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2551

23 กฎง่ายๆ เพื่อให้เว็บไซต์เป็นที่ดึงดูดของผู้ใช้

เป็นกฎง่ายๆ ที่บางครั้งเหมือนเส้นผมบังภูเขา ทำตามได้ไม่ยาก เพื่อให้เว็บไซต์เป็นที่ดึงดูดของผู้ใช้มากที่สุด

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : กฎ 23 ข้อดังต่อไปนี้ เป็นการวิจัยของ 3 สถาบัน ได้แก่ The Poynter Institute, the Estlow Center for Journalism & New Media, และ Eyetools ภายใต้โครงการ “The Eyetrack III” ซึ่งศึกษาถึงกลยุทธ์การออกแบบเว็บไซต์เพื่อดึงดูดความสนใจของผู้ใช้ให้มากที่สุด

1. ตัวอักษรดึงดูดความสนใจได้เร็วกว่าภาพหรือกราฟฟิค

2. จุดแรกที่สายตามองคือ มุมซ้ายบนของหน้าเว็บ

3. ผู้ใช้จะมองไปที่มุมซ้ายบนของเว็บไซต์ ก่อนที่จะเลื่อนสายตาลงมาด้านล่างขวาเรื่อยๆ

4. ผู้ใช้ส่วนใหญ่ไม่สนใจมองแบนเนอร์โฆษณา

5. รูปแบบเว็บไซต์และตัวอักษรที่มีสีสันสะดุดตา มักไม่ได้รับความสนใจจากผู้ใช้

6. แสดงข้อมูลเป็นตัวเลข จะดึงดูดสายตามากกว่าเขียนเป็นตัวอักษร

7. ขนาดตัวอักษรมีผลต่อพฤติกรรมการใช้เว็บ โดยตัวอักษรเล็กๆ จะทำให้คนอ่านอย่างละเอียด ขณะที่ตัวอักษรใหญ่ ทำให้คนมองเป็นอันดับแรก

8. คนส่วนใหญ่อ่านพาดหัวรอง ในกรณีที่น่าสนใจจริงๆ

9. คนมักจะอ่านส่วนล่างของหน้าเว็บแบบผ่านๆ

10. ประโยคหรือย่อหน้าสั้นๆ ดึงดูดความสนใจของคนอ่านมากกว่า

11. รูปแบบเว็บไซต์ที่มีแถวแนวตั้งแถวเดียว ดึงดูดสายตามากกว่าหลายแถว

12. แบนเนอร์โฆษณาที่อยู่บริเวณบนสุดและซ้ายสุด จะดึงดูดสายตามากที่สุด

13. การวางโฆษณาใกล้กับคอนเทนท์ที่ดีที่สุด จะได้รับความสนใจจากผู้ใช้ค่อนข้างมาก

14. โฆษณาแบบตัวอักษรได้รับความสนใจมากกว่าโฆษณาแบบภาพหรือกราฟฟิค

15. ภาพยิ่งใหญ่ ยิ่งดึงดูดความสนใจได้มาก

16. ภาพที่ชัด ดูง่าย และถ่ายบุคคลจริงๆ จะได้รับความสนใจจากคนดู มากกว่าภาพประเภทดีไซน์จัดๆ ภาพนามธรรม (abstract) หรือภาพนายแบบ-นางแบบ

17. หน้าเว็บไซต์ก็เหมือนหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ เพราะฉะนั้น พาดหัวจะได้รับความสนใจมากที่สุด

18. คนส่วนใหญ่มักจะสนใจหัวข้อและเมนูต่างๆ ในเว็บไซต์

19. ถ้ามีบทความยาวๆ ในเว็บไซต์หรือบล็อก หากแยกเนื้อหาออกเป็นข้อๆ จะได้รับความสนใจจากผู้อ่านมากขึ้น

20. ผู้ใช้มักจะไม่อ่านบทความที่ติดกันยาวๆ หลายบรรทัด ดังนั้น ถ้าบทความยาวมาก ควรแตกเป็นย่อหน้าย่อยๆ

21. การดึงความสนใจของคนให้อ่านบทความให้มากและนานที่สุด คือการใช้รูปแบบตัวอักษรที่แตกต่างกันไป เช่น ตัวหนา ตัวใหญ่ ตัวเอียง ตัวขีดเส้นใต้ หรือตัวอักษรสีต่างๆ แต่ไม่ควรใช้มากเกินไป เพราะทำให้ผู้อ่านหมดความสนใจเช่นกัน

22. เว้นที่ว่างบนหน้าเว็บบ้างก็ดี ไม่ต้องใส่ข้อมูลหรือภาพบนทุกอณูของเว็บก็ได้

23. ปุ่ม navigation ควรวางไว้บนสุดของหน้าเว็บ เพื่อช่วยเหลือผู้ใช้ได้ง่ายที่สุด














Custom Search

วันพฤหัสบดีที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2551

29 ทิปคอมพิวเตอร์

1. ในขณะที่คุณกำลังจะ Restart เครื่องใหม่ ก่อนที่จะกดปุ่ม OK ให้คุณกด Shift ค้างไว้ จะทำให้คุณ Restart ได้เร็วขึ้น 

2. ในบาง Web Site หากคุณกด Ctrl ค้างไว้ และเลื่อน Scroll ที่ Mouse จะทำให้ตัวอักษรของ Web Site นั้นใหญ่ขึ้น 

3. หากกดปุ่ม Refresh หรือ F5 แล้วยังเป็นข้อมูลเดิม ลองกด Ctrl + F5 รับรองจะได้ข้อมูลที่ใหม่ล่าสุดแน่ๆ 

4. คุณสามารถเปิดไฟล์ Tips.txt ขึ้นมาเพื่ออ่านเทคนิคต่างๆ ได้ ซึ่งไฟล์นี้จะอยู่ใน c:\windows ของคุณ 

5. ในระหว่างที่คุณกำหลังใช้งาน IE อยู่นั้น สามารถกดปุ่ม F4 เพื่อเป็นการเปิดดู URL List ในช่อง Address ได้เลย 

6. การกดปุ่ม Esc ระหว่างการใช้ IE จะทำให้ IE ของคุณนั้นหยุดโหลดได้ โดยที่ไม่ต้องกดปุ่ม Stop 

7. ระหว่างการใช้ IE สามารถกดปุ่ม Alt + D หรือ Ctrl + Tab เพื่อเข้า Address bar อย่างเร็วได้ 

8. คุณสามารถเพิ่มความเร็วให้กับ Internet ได้โดยทำการถอดสายเครื่องโทรศัพท์ ที่มีการต่อพ่วงอยู่กับสายที่ใช้ต่อ Internet ออก 

9. คุณสามารถ ไปที่ Start -> Run และพิมพ์ว่า welcome กด Enter เพื่อเปิดหน้าต่างต้อนรับของ Windows ได้ 

10. ที่ Notepad หรือ ICQ หากคุณลืมเปลี่ยน Mode ภาษา ให้กดปุ่ม Ctrl + Back Space เพื่อแก้คำที่พิมพ์ผิดไปแล้ว 

11. คุณสามารถ เปิด Folder Desktop อย่างรวดเร็ว โดย Start -> Run พิมพ์จุด . ลงไปแล้วกด Enter 

12. ใน IE สามารถกด Space Bar เพื่อนเลื่อนหน้า Page ลงได้ ส่วนเลื่อนขึ้นคือ Shift + Space Bar 

13. ใน Windows คุณไม่สามารถ สร้าง Folder ที่ชื่อ "con" ได้ 

14. ใน IE ที่ช่อง Address ปุ่ม Ctrl+Enter สามารถช่วยคุณ ในการพิมพ์ URL ได้เร็วยิ่งขึ้น 

15. การกด Ctrl ค้างเอาไว้ ตอนเวลา BOOT เครื่อง จะทำให้คุณไม่พลาด Startup Menu

16. คุณสามารถปิดนาฬิกาที่ Taskbar ได้ โดยคลิกขวาที่ Task bar > Properties > เอาเครื่องหมาย Show Click ออก 

17. หากคุณกด F11 ใน Windows Explorer จะช่วยให้มีการทำงานที่สะดวกขึ้น 

18. ใน ICQ การส่ง Message หากคุณกด Ctrl+Enter จะสะดวก กว่าการ Click Mouse ที่ปุ่ม send 

19. คุณสามารถกด F2 เพื่อ ใช้ในการเปลี่ยนชื่อ Icon ต่างๆ ได้ 

20. การกด F5 ใน NotePad จะเป็นการแทรก เวลา และวันที่ ปัจจุบัน 

21. การกด Windows + E จะเป็นเปิด Windows Explorer ขึ้นมา 

22. เปิด System Properties อย่างรวดเร็วคือการกด Window + Pause Break 

23. การย่อยทุกๆ หน้าต่างที่เปิดใช้งาน ให้ยุบไปให้หมด คือการกด Window + D ถ้าจะขยายคืนมาอีก ให้กดซ้ำ 

24. การเคาะวรรคในโปรแกรม Dreamweaver คือ Shift + Ctrl + Space Bar ส่วนการเว้นบรรทัดคือ Shift + Enter 

25. การลบไฟล์แบบ ไม่เก็บไว้ใน Recycle Bin คือการกด Shift + Delete 

26. การกด Shift ค้างไว้ เวลาใส่แผ่น CD-Rom จะเป็นการไม่ให้มันเปิด Autorun ของแผ่น CD-Rom นั้นขึ้นมา 

27. ในระหว่างใช้ Browser คุณสามารถกดปุ่ม Space Bar เพื่อเลื่อนหน้าลง และ Shift + Space Bar เพื่อนเลื่อนหน้าขึ้นได้ 

28. กด Shift + คลิก จะเป็นการเปิดหน้าต่างขึ้นมาใหม่ โดยไม่ต้อง back กลับ 

29. คุณสามารถ ไปที่ Start -> Run และพิมพ์ว่า hwinfo /ui กด Enter เพื่อดูรายงานต่างๆ ของ HardWare













Custom Search

วันอังคารที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2551

โรคที่เกิดจากคอมพิวเตอร์

ทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ทั้งวัน ดูเหมือนจะเป็นเรื่องปกติสำหรับผู้คนยุคสมัยนี้ ถึงแม้จะให้คุณอนันต์ แต่ว่าคอมพิวเตอร์ก็มีโทษเหมือนกัน


ล่าสุด ที่ทำให้ตกใจกันทั่วคือ เมื่อนักวิจัยชาวอังกฤษได้ทำการศึกษาและพบว่า คีย์บอร์ดคอมพิวเตอร์นั้น เป็นแหล่งสะสมของแบคทีเรียอันตรายมากกว่าโถสุขภัณฑ์ถึง 5 เท่า!!! และทำให้ผู้ใช้ท้องเสียโดยไม่รู้ตัว ไม่เพียงเท่านั้นยังมีอีกหลายโรคที่เกิดเพราะคอมพิวเตอร์



* ท้องร่วงเพราะคีย์บอร์ด


โรคที่ตั้งชื่อตามตัวอักษรชุดแรกบนแป้นคีย์บอร์ดว่า Qwerty Tummy อาจระบาดในที่ทำงานได้ หากว่าแป้นคีย์บอร์ดมีแบคทีเรีย ซึ่งเป็นต้นเหตุของโรคอาหารเป็นพิษ และผู้ใช้รับประทานอาหารไปพร้อมกับใช้งานคีย์บอร์ดเครื่องคอมพ์ด้วย



การศึกษาครั้งนี้ แสดงว่าคีย์บอร์ดเป็นแหล่งเพาะแบคทีเรียที่น่ากลัวด้วยคนทำงาน 1 ใน 10 ไม่เคยทำความสะอาดคีย์บอร์ด และ 20% ไม่เคยทำความสะอาดเมาส์ ขณะที่ 50% ไม่เคยทำความสะอาดคีย์บอร์ดภายในเวลาหนึ่งเดือน 



นอกจากนี้ ด้วยรูปแบบการทำงานสมัยใหม่ ที่พนักงานต้องย้ายโต๊ะทำงานไปเรื่อยๆ ทำให้พวกเขาไม่มีทางรู้ว่า ใครใช้คีย์บอร์ดที่กำลังใช้อยู่และใช้งานอย่างไรบ้าง



ทางแก้ไขคือ ผู้ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์จึงควรทำทั้งที่บ้านและที่ทำงานควรทำความสะอาดคีย์บอร์ดเป็นประจำไม่ให้เป็นแหล่งสะสมของเชื้อแบคทีเรีย วิธีการคือ ทำความสะอาดด้วยผ้าเนื้อนุ่มชุบน้ำหมาดๆ ที่สำคัญคือ อย่าลืมถอดปลั๊กคอมพิวเตอร์ก่อน



* โรคอื่นๆ อีกมากมาย


คอมพิวเตอร์จะไม่เป็นอันตราย หากว่าคุณไม่ใช้มันจนติดเป็นนิสัย ซึ่งหมายความว่า นั่งจมจ่อมอยู่หน้าเครื่องคอมพิวเตอร์เกือบจะตลอดวันและทุกวัน คนที่ใช้คอมพิวเตอร์บ้างเป็นบางครั้งคราวย่อมไม่ได้เจ็บป่วยเพราะคอมพิวเตอร์ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น แต่ละคนก็จะได้รับผลกระทบจากเครื่องใช้ไฮเทคนี้มาก-น้อยช้า-เร็วไม่เหมือนกัน หลายๆ อาการเจ็บป่วยจากคอมพิวเตอร์นั้น อาจจะเป็นสิ่งที่เรารู้กันดี แต่บางครั้งก็หลงลืม ลองมาทบทวนกันดูหน่อยดีไหม 



ปวดตา : เพราะการใช้คอมพิวเตอร์ทำให้ตาต้องจ้องจอสว่างๆ จึงเป็นสาเหตุให้เกิดปัญหาเรื่องสุขภาพสายตา จึงควรระวังแสงที่จะส่องตรงมา โดยเฉพาะแสงจากด้านหลังของจอคอมพิวเตอร์ ควรให้แสงเข้ามาด้านข้าง (ด้านขวาก็จะดี) ถ้าเป็นไปได้ให้ติดแผ่นป้องกันรังสี รวมทั้งปรับความสว่างของจอให้เหมาะสมกับดวงตา การอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน ไม่เพียงทำให้เกิดอาการปวดตาเท่านั้น แต่อาจเป็นสาเหตุของโรคต้อหินในอนาคตด้วย โดยเฉพาะในหมู่ผู้ที่สายตาสั้น นอกจากนี้ จอคอมพิวเตอร์ที่สั่นไหว หรือเป็นคลื่นนั้นควรจะยกไปซ่อมซะ ควรละสายตาจากจอบ้างเป็นครั้งเป็นคราว กะพริบตาเป็นระยะ เพราะดวงตาของคุณต้องการความชุ่มชื้น 



โรคเส้นประสาทบริเวณข้อมือถูกกดทับ : ปรับระดับความสูงของเก้าอี้หรือโต๊ะที่วางคอมพิวเตอร์ เพื่อให้ข้อศอกอยู่ในมุม 90-100 องศา วางคีย์บอร์ดให้เหมาะ เวลาใช้คีย์บอร์ดจะได้ไม่ต้องงอมือให้อยู่ในท่าที่ไม่สะดวกสบาย ควรวางข้อมือบนโต๊ะหน้าคีย์บอร์ดถ้าหากจำเป็น ควรพิมพ์คีย์บอร์ดและใช้เมาส์อย่างเบามือ ถ้ามีเวลาก็ออกกำลังกายข้อมือและนิ้วบ้าง หากสามารถทำงานด้วยวิธีการอื่นโดยไม่ใช้คอมพิวเตอร์ก็ลุกขึ้นจากโต๊ะและทำซะ



ปวดคอและหลัง : สำรวจท่านั่งเวลาทำงานของตัวเอง ควรนั่งตัวตรง ห่างจากจอคอมพิวเตอร์ประมาณ 18-24 นิ้ว เก้าอี้ที่ดีควรจะมีล้อ สามารถปรับพนักพิงได้ และต้องมีที่วางแขน โต๊ะควรจะมีพื้นที่ว่างสำหรับวางเครื่องมืออื่นๆ ในการทำงาน



และสุดท้ายที่อยากตระหนักกันให้มากคือ อันตรายคลื่นลูกใหม่ที่มาจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าและหลอดภาพของจอคอมพิวเตอร์ เมื่อเราเปิดเครื่องใช้ก็จะมีรังสีแผ่ออกมา จึงไม่ควรนั่งใกล้จอเกินไป โดยเฉพาะเวลาใช้แล็ปท็อปซึ่งทำให้เราต้องนั่งใกล้เครื่องมากกว่าพีซี ถ้าเป็นไปได้ให้ใช้แผ่นป้องกันรังสี หรือเลือกใช้จอคอมพิวเตอร์ที่ไม่แผ่พลังรังสีไฟฟ้าออกมา แม้ราคาจะแพงกว่า แต่ปลอดภัยกว่า หากไม่ใช้เครื่องก็ควรปิด โดยเฉพาะคอมพิวเตอร์ที่ตั้งอยู่ในห้องนอน



รู้แล้วก็ลงมือทำซะวันนี้ ถึงแม้ว่าคอมพิวเตอร์จะไม่ฆ่าเราทันทีทันใด แต่คงจะเป็นเรื่องที่ดีกว่า ถ้าเราไม่เสี่ยงกับการเกิดโรคภัยเหล่านี้ เพื่อนๆที่ใช้คอมพิวเตอร์ทุกวัน ต้องหมั่นเช็ดทำความสะอาด พักสายตา ยืดเส้นยืดสาย ขยับร่างกายกันบ้างนะครับ ไม่งั้นโรคถามหาแน่นอน

วันจันทร์ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2551

ขั้นตอนการป้องกันการติดไวรัสเครื่องคอมพิวเตอร์

ปัจจุบันมีการนำเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์มาเป็นเครื่องมือการสอนตามโรงเรียนและสถาบันการศึกษาต่างๆ
ผู้สอนและนักเรียนควรจะมีเรรียนรู้ถึงการป้องกันไวรัสคอมพิวเตอร์และหนอนคอมพิวเตอร์ ซึ่งไม่เพียงแต่จะ
ทำลายข้อมูลเท่านั้น แต่ยังสร้างความเสียหายอื่นๆ ที่รุนแรงได้

เราสามารถป้องกันการคุกคามด้วยขั้นตอนง่ายๆ ดังนี้


1. ติดตั้งซอฟแวร์ป้องกันไวรัสที่เชื่อถือได้ ซอฟแวร์ป้องกันไวรัสจะทำการสแกนและตรวจจับโปรแกรมที่มีชื่อตรงกับฐานข้อมูล
รายชื่อไวรัสที่ซอฟแวร์บรรจุอยู่ รวมถึงไฟล์ที่แนบมากัยอีเมล์ซึ่ดูไม่ปลอดภัย

2.ไม่ควรเปิดไฟล์ที่แนบมาอัตโนมัติ
หลีกเลี่ยงการตั้งค่าในโปรแกรมอีเมลล์อัตโนมัติ ทั้งนี้เพื่อเราจะได้ทำการตรวจสอบและสแกนไฟล์ให้เรียบร้อยเสียก่อน
ที่จะมีการดาวน์โหลดท่านสามารถเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่ตัวเลือกคววามปลอดภัย(Safety Option)ในโปรแกรมอีเมลล์
หรือรายการโปรด (Preferences Menu)

3. สแกนไฟล์ที่แนบมากับอีเมลล์ ไฟล์ที่แนบมากับอีเมลล์ควรได้รับการสแกนโดยซอฟแวร์ป้องกันไวรัสทุกครั้งเสมอ

4. ปกป้องเครื่องคอมพิวเตอร์ให้ทันท่วงที ปรับแต่งซอฟแวร์ป้องกันไวรัสให้ทำงานอันโนมัติทุกครั้งที่เปิดเครื่องคอมพิวเตอร์และระหว่างการใช้งาน

5. หมั่นอัพเดทซอฟต์แวร์ป้องกันไวรัสอย่างสม่ำเสมอ โปรแกรมป้องกันไวรัสจะมีประสิทธิภาพดีขึ้นอยู่กับความถี่ในการอัพเดทโปรแกรม
ไวรัสสายพันธ์ใหม่ๆ หนอนคอมพิวเตอร์ โทรจัน ถือกำเนิดขึ้นในแต่ละวันและการกลายพันธ์มีขีดความสามารถในการ
แฝงเข้าไปในระบบมากขึ้น

6. ห้ามดาวน์โหลดโปรแกรมจากเว็บไซต์ที่ไม่น่าเชื่อถือ หรือคุณไม่มั่นใจว่า่ปลอดภัยหรือไม่ รวมทั้งของฟรี โปรแกรมรักษาหน้าจอ เกม หรือโปรแกรมที่ลงท้าย .exe หรือ . com ควรทำการสแกนก่อนนำไปใช้

7. ห้ามบูตเครื่องโดยตรงจากแผ่นดิสก์หรือแผ่นซีดีที่ไม่แน่ใจว่ามีไวรัสหรือไม่

8. สแกนดิสก์ หรือแผ่นซีดีก่่อนการใช้งาน

9. ต้องใช้วิจารณญาณของตนเอง หากคุณรู้สึกไฟล์นั้นดูน่าสงสัยหรือไม่ชอบมาพากล ก็ควรบทิ้งเสีย

10. ปฏิบัติตามวิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันไวรัส และความปลอดภัย ศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับการป้องกันอยู่เสมอ

ชื่อไวรัสบอกอะไรได้บ้าง

เคยสงสัยกันบ้างไหมว่าชื่อของไวรัส​ที่เห็นทั่ว​ไปนั้น​มี​ความหมายว่า อย่างไร ทำไมบริษัท​ที่พัฒนาโปรแกรมป้องกันไวรัสจึงตั้งชื่อแตกต่างกัน​ไป ​ทั้งๆ ​ที่ไวรัส​ที่ค้นพบนั้น​​เป็นตัวเดียวกัน อย่างไรก็ตาม​แม้ว่าชื่อ​จะเขียนไม่เหมือนกันทุกตัวอักษร ​แต่​ความหมาย​ที่แปล​ได้จากชื่อนั้น​เหมือนกัน ตัวอย่างเช่น W32.Klez.h@mm W32/Klez.h@MM WORM_KLEZ.H I-Worm.Klez.h ​เป็นต้น บท​ความนี้​จะอธิบายถึง​ส่วนต่างๆ ของชื่อไวรัส ​เพื่อทำให้ผู้อ่าน​สามารถจำแนกแยกแยะประเภทของไวรัสจากชื่อของไวรัส ​ความ​สามารถเด่นๆ ตลอดจนวิธีการแพร่กระจายตัวของไวรัส​ได้

1. ​ส่วนแรกแสดงชื่อตระกูลของไวรัส (Family_Names) ​ส่วนใหญ่​จะตั้งตามชนิดของปัญหา​ที่ไวรัสก่อขึ้น​ หรือภาษา​ที่​ใช้ในการพัฒนา เช่น ​เป็นม้าโทรจัน ถูกพัฒนาด้วย Visual Basic scripts หรือ​เป็นไวรัส​ที่รันบนระบบปฏิบัติการวินโดวส์ 32 บิต ​เป็นต้น ซึ่งชื่อของตระกูลของไวรัส​ที่ค้นพบในปัจจุบัน

Family_Names ​ความหมาย

WM ไวรัส​ที่​เป็นมาโครของโปรแกรม Word
W97M ไวรัส​ที่​เป็นมาโครของโปรแกรม Word 97
XM ไวรัส​ที่​เป็นมาโครของโปรแกรม Excel
X97M ไวรัส​ที่​เป็นมาโครของโปรแกรม Excel 97
W95 ไวรัส​ที่มีผลกระทบ​กับระบบปฏิบัติการวินโดวส์ 95
W32/Win32 ไวรัส​ที่มีผลกระทบ​กับระบบปฏิบัติการวินโดวส์ 32 บิต
WNT ไวรัส​ที่มีผลกระทบ​กับระบบปฏิบัติการวินโดวส์ NT 32 บิต
I-Worm/Worm หนอนอินเทอร์เน็ต
Trojan/Troj ม้าโทรจัน
VBS ไวรัส​ที่ถูกพัฒนาด้วย Visual Basic Script
AOL ม้าโทรจัน America Online
PWSTEAL ม้าโทรจัน​ที่มี​ความ​สามารถในการขโมยรหัสผ่าน
Java ไวรัส​ที่ถูกพัฒนาด้วยภาษาจาวา
Linux ไวรัส​ที่มีผลกระทบ​กับระบบปฏิบัติการลินุกซ์
Palm ไวรัส​ที่มีผลกระทบ​กับระบบปฏิบัติการ Palm OS
Backdoor เปิดช่องให้ผู้บุกรุกเข้าถึงเครื่อง​ได้
HILLW บ่งบอกว่าไวรัสถูกคอมไพล์ด้วยภาษาระดับสูง


2. ​ส่วนชื่อของไวรัส (Group_Name) ​เป็นชื่อดั้งเดิม​ที่ผู้เขียนไวรัส​เป็นคนตั้ง ​โดยปกติ​จะถูกแทรกไว้อยู่​ในโค้ดของไวรัส ​และใน​ส่วนนี้เอง​จะ​เอามาเรียกชื่อไวรัสเปรียบเสมือนเรียกชื่อเล่น ตัวอย่างเช่น ชื่อของไวรัส​คือ W32.Klez.h@mm ​และ​จะถูกเรียกว่า Klez.h ​เพื่อให้สั้น​และกระชับขึ้น​

3. ​ส่วนของ Variant รายละเอียด​ส่วนนี้​จะบอกว่าสายพันธุ์ของไวรัสชนิดนั้น​ๆ มีการปรับปรุงสายพันธุ์จนมี​ความ​สามารถต่างจากสายพันธุ์เดิม​ที่มีอยู่​ variant มี 2 ลักษณะ​คือ

Major_Variants ​จะตามหลัง​ส่วนชื่อของไวรัส ​เพื่อบ่งบอกว่ามี​ความแตกต่างกันอย่างชัดเจน เช่นหนอนชื่อ VBS.LoveLetter.A (A ​เป็น Major_Variant) แตกต่างจาก VBS.LoveLetter อย่างชัดเจน
Minor_Variants ​ใช้บ่งบอกในกรณี​ที่แตกต่างกันนิดหน่อย​ ในบางครั้ง Minor_Variant ​เป็นตัวเลข​ที่บอกขนาดไฟล์ของไวรัส ตัวอย่างเช่น W32.Funlove.4099 หนอนชนิดนี้มีขนาด 4099 KB.
4. ​ส่วนท้าย (Tail) ​เป็น​ส่วน​ที่​จะบอกว่าวิธีการแพร่กระจาย ประกอบด้วย

@M หรือ @m บอกให้รู้ว่าไวรัสหรือหนอนชนิดนี้​เป็น "mailer" ​ที่​จะส่งตัวเองผ่านทางอี-เมล์​เมื่อผู้​ใช้ส่งอี-เมล์เท่านั้น​
@MM หรือ @mm บอกให้รู้ว่าไวรัสหรือหนอนชนิดนี้​เป็น "mass-mailer" ​ที่​จะส่งตัวเองผ่านทุกอี-เมล์แอดเดรส​ที่อยู่​ในเมล์บอกซ์
ตัวอย่าง W32.HILLW.Lovgate.C@mm แสดงว่า

อยู่​ในตระกูล​ที่มีผลต่อระบบปฏิบัติการวินโดวส์ 32 บิต ​และถูกคอมไพล์ด้วยภาษาระดับสูง
ชื่อของไวรัส​คือ Lovgate
​ที่มี variant ​คือ C
มี​ความ​สามารถในการแพร่กระจายผ่านทางอี-เมล์​โดยส่ง​ไปยังทุกอี-เมล์แอดเดรส​ที่อยู่​ในเมล์บอกซ์
จาก​ส่วนประกอบของชื่อไวรัส​ที่​ได้อธิบายไว้ข้างต้น ​จะเห็น​ได้ว่าชื่อของไวรัสนั้น​​สามารถบอกถึงประเภทของไวรัส ชื่อดั้งเดิมของไวรัส​ที่ผู้เขียนไวรัส​เป็นคนตั้ง สายพันธุ์ต่างๆ ของไวรัส​ที่ถูกพัฒนาต่อ​ไป ​และวิธีการแพร่กระจายตัวของไวรัสเองด้วย

ลงวินโดวส์บ่อยๆ ฮาร์ดดิสพังเร็ว จริงหรือ?

ลงวินโดวส์บ่อยๆ ฮาร์ดดิสพังเร็ว จริงหรือ

เนื่องจากว่ามีคนบอกว่าเมื่อใดที่ลงวินโดวส์ใหม่ลงบ่อยๆก็จะทำให้ฮาร์ดีสเจ๊ง

อันที่จริงแล้วมันไม่ใช่เลย

    เนื่องจากว่าการลงวินโดวส์ก็จะต้อง ฟอแมตฮาร์ดดิสเลยเข้าใจกันว่าจะทำให้หัวอ่านพังเลยเจ๊งไปตามๆกันเมื่อใดที่ทำการฟอแมตนั้นเข็มของฮาร์ดดิสจะไม่ได้แตะกำจานแม่เหล็กเลยจึงทำให้ฮาร์ดดิสไม่มีทางพังง่ายๆอย่างแน่นอนดังนั้น คนที่ลงบ่อยๆไม่ต้องกลัวเลย คิดอยากลงวันเว้นวันไปเลยก็ไม่เป็นรัยครับ

 

รับรองจาก คอมพิวเตอร์ทูเดย์ครับ


Custom Search